































*ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับระดับของอาการและระยะเวลาที่เป็น
เปล้าตะวัน ช่วยลดการอักเสบของหูรูดหลอดอาหาร และลดกรดเกินในกระเพาะอาหาร ป้องกันไม่ให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นกลับซึ่งเป็นสาเหตุและปัญหาหลักของโรคกรดไหลย้อน
สารเปลาโนทอลในเปล้าตะวันมีสรรพคุณช่วยสมานแผลกระเพาะอาหาร และยังช่วยควบคุมการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามากเกินไป
สารเปลาโนทอลในเปล้าตะวัน ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย H.pylori ที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอาหารและแผลกระเพาะอาหารอักเสบ
เปล้าตะวัน ช่วยลดการอักเสบหัวริดสีดวงทวารทั้งภายนอกและภายใน และยังช่วยกระตุ้นให้ขับถ่ายดี ลดอาการท้องผูก ขับถ่ายลำบาก
เปล้าตะวันมีสาร alkaloids flavonoids triterpenoids ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมภูมิต้านทานร่างกายและควบคุมการออกฤทธิ์ฮอร์โมนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
อาหารย่อยยาก เช่น ไขมัน ของทอด ขนมหวาน อาหารรสจัด อาหารดิบ-หมักดอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
พฤติกรรมการทานอาหาร เคี้ยวข้าวไม่ละเอียด ทานไม่ตรงเวลา การอดอาหาร และนอนทันทีหลังทานอาหาร
วิถีชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การใช้ชีวิตรีบเร่งแข่งกับเวลา ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอหรือนอนหลับยาก
ติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร เกิดแผลในกระเพาะ ทำให้การทำงานของระบบย่อยอาหารมีปัญหา
2. เกิดจากความเสื่อมของร่างกายตามอายุที่มากขึ้น
สภาพร่างกายเสื่อมถดถอยลง อวัยวะในร่างกายต่างๆทำงานได้ไม่เหมือนเดิม เช่น ฟันไม่แข็งแรงทำให้เคี้ยวไม่สะดวก หูรูดหลอดอาหารเสื่อมทำให้เป็นกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น
โรคประจำตัวในผู้สูงวัย หรือโรคที่เป็นเรื้อรังมานานที่อาจกระทบต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอาหาร ลำไส้ทำงานได้ไม่เหมือนเดิม
ในทางการแพทย์แผนไทย โรคกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะอาหาร มีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทานอาหาร ที่ทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุล โดยเริ่มจาก ธาตุไฟกำเริบ (ความร้อน/การย่อยอาหาร) แล้วส่งผลกระทบต่อธาตุอื่นๆเป็นลูกโซ่ดังนี้:
กระทบธาตุลม: เกิดก้อนลมสะสม ลมในท้องตีขึ้นมาที่หน้าอกและที่คอ ทำให้จุกแน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม
กระทบธาตุน้ำ: คอแห้ง ไอแห้ง ระบบน้ำย่อยและน้ำดีทำงานผิดปกติ จนเกิดแผลในทางเดินอาหารได้ง่าย
กระทบธาตุดิน: ส่งผลต่ออวัยวะภายใน เช่น กระเพาะอักเสบ หูรูดหลอดอาหารหย่อน ลำไส้ไม่บีบตัวจนทำให้ท้องผูกเรื้อรัง หรือเป็นริดสีดวงทวาร
อาการ: จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกที่คอ (มักเป็นตอนเช้าหรือหลังอาหารเย็น) อาการยังเป็นๆ หายๆ
ระยะเวลาฟื้นฟู: รักษาง่าย หายไว แนะนำทานยาสมุนไพรปรับสมดุล 2-4 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน
อาการ: ท้องอืดบ่อยขึ้น เริ่มแสบร้อนท้องหรือแสบกลางอก หายใจไม่สุด อ่อนเพลีย บางรายเริ่มมีอาการท้องผูก ถ่ายไม่สุด หรือไอแห้งร่วมด้วย
ระยะเวลาฟื้นฟู: ควรทานยาสมุนไพรต่อเนื่อง 1-2 เดือน
อาการ: กระเพาะเป็นแผล หูรูดหลอดอาหารหย่อนปิดไม่สนิท อาการแสบร้อนเป็นบ่อยมากขึ้น อาหารไม่ย่อย เรอเปรี้ยว ทานอาหารได้น้อยลง ใจสั่น นอนหลับยาก อาจมีอาการท้องผูกร่วมด้วย
ระยะเวลาฟื้นฟู: ต้องใช้เวลาฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร ควรทานยาสมุนไพรต่อเนื่องอย่างน้อย 1-3 เดือน
อาการ: อาการกำเริบ เป็นๆหายๆ ร่างกายอ่อนแอ ขาดสารอาหาร และมักมีภาวะแทรกซ้อนทางอารมณ์ เช่น เครียดสะสม โรควิตกกังวล หรือโรคแพนิค
ระยะเวลาฟื้นฟู: ควรดูแลอาการอย่างจริงจังและปรับพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด ควรทานยาสมุนไพรต่อเนื่องอย่างน้อย 1-3 เดือน
ทานครั้งละ 2 แคปซูล 3 เวลาหลังอาหาร 5-10 นาที ยาขับลมตราเพชรแดง 1 กระปุกบรรจุ 60 แคปซูล ทานได้ 10 วัน
ทานยาสมุนไพรกับน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น
อาการดีขึ้นภายใน 3-7 วันแรกที่ทานยาสมุนไพร บรรเทาอาการจุกเสียดแน่น อาหารไม่ย่อย แสบร้อนท้อง แสบกลางอก
สำหรับผู้มีอาการเรื้อรัง ควรทานต่อเนื่องเพื่อรักษาให้หายขาดและฟื้นฟูการทำงานของระบบทางเดินอาหารให้กลับสู่สภาวะปกติ
สามารถทานต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อเป็นการบำรุงกระเพาะอาหารได้ ไม่มีผลข้างเคียง
ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร งดอาหารย่อยยาก อาหารรสจัด อาหารหมักดอง ทานอาหารตรงเวลา เคี้ยวข้าวให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการนอนทันทีหลังทานข้าวเพื่อป้องกันอาการกำเริบ
หากมีข้อสงสัยในการทานยาสมุนไพร หรือปรึกษาอาการเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ตลอดเวลาค่ะ
1. เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน สูตรลับลดอาการจุกแน่น
เปลี่ยนมื้อเร่งรีบเป็นการค่อยๆเคี้ยว เพื่อช่วยบดขนาดอาหารและลดภาระไม่ให้กระเพาะต้องทำงานหนักจนธาตุไฟกำเริบ วิธีนี้นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังช่วยลดอาการจุกเสียดหลังมื้ออาหารได้อย่างเห็นผล
2. งดก่อน! เมนูกระตุ้นกรดในกระเพาะอาหาร
หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและย่อยยาก เช่น อาหารและผลไม้รสเผ็ดและรสเปรี้ยว ของทอด ของมัน กะทิ อาหารดิบ อาหารหมักดอง รวมถึงเครื่องดื่มกระตุ้นน้ำย่อย เช่น ชา กาแฟ
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์
3. ทานตรงเวลา อย่าปล่อยให้ท้องหิว
การอดอาหารคือการทำร้ายกระเพาะทางอ้อม หากหิวระหว่างวัน แนะนำให้รองท้องด้วย "ผลไม้เป็นมิตร" (ย่อยง่าย ไม่ระคายเคือง) เช่น แอปเปิล สาลี่ แก้วมังกร มะละกอ กล้วย และหลีกเลี่ยง "ผลไม้ต้องห้าม" (รสเปรี้ยว/น้ำตาลสูง) เช่น ส้ม สับปะรด ลำไย ทุเรียน หรือมะม่วงสุก
4. กฏ 3 ชั่วโมง กินอิ่มห้ามล้มตัวนอน
การนอนราบหลังมื้ออาหารคือการเปิดทางให้น้ำย่อยตีกลับขึ้นมากัดหูรูดหลอดอาหาร ต้นเหตุของโรคกรดไหลย้อน ควรนั่งพักหรือทำกิจกรรมเบาๆ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง หากง่วงจนทนไม่ไหวจริงๆ แนะนำให้ใช้วิธี "นั่งหลับ" หรือหนุนหัวเตียงให้สูงแทน
5. อิ่มใหม่ๆร่างกายต้องการความนิ่ง
หลังทานข้าวเสร็จ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ยกของหนัก หรืออาบน้ำ ทันที ควรเว้นระยะอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงระบบย่อยอาหารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
6. ดับไฟที่ใจ ดับกรดที่กระเพาะ
"ความเครียด" สั่งการให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ นอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม และหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด จะช่วยเยียวยาธาตุที่แปรปรวนให้กลับมาแข็งแรงจากภายใน